บันทึกการเรียน ครั้งที่ 18
วันจันทร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2564
บทที่ 1
ที่มาและความสำคัญ
พฤติกรรมการกล้าแสดงออก ถือเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นด้านการทำงานในอนาตค เนื่องจากมนุษย์จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆในชีวิตประจำวัน ที่มีปัญหาทั้งดีและไม่ดี และหากถ้าเราไม่มีความกล้าแสดงออกย่อมจะส่งผลให้เด็กขาดความเชื่อมั่นในตนเอง และไม่กล้าที่จะเผชิญกับปัญหาที่กำลังเกิด ทำให้ยากลำบากในการทำงาน พฤติกรรมกล้าแสดงออกเป็นคุณสมบัติที่สามารถปลูกฝังและพัฒนาได้ในตัวบุคคลให้มีการกล้าแสดงออกที่ถูกต้องและเหมาะสมได้ ถ้าหากบุคลใดที่ขาดข้อบกพร่องเกี่ยวกับความกล้าแสดงออก บุคคลนั้นมีปัญหาในการปฎิสัมพันธ์กับผู้อื่น เมื่อเกิดวิตกกังวล กลัว การทำงานต่างๆหรือทำกิจกรรมไม่มีประสิทธิภาพ ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง จึงเป็นปัญหาที่สำคัญมากปัญหาหนึ่งในสังคม เพราะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความบกพร่องทักษะทางสังคม (ศิริพรรณ วิวัฒน์ศร และคนอื่นๆ, 2545, หน้า 7)
ซึ่งสอดคล้องกับเอี่ยมจิต ดีศรีแก้ว (2544, หน้า 2) ที่ได้กล่าวไว้ว่าการไม่กล้าแสดงออกซึ่งความต้องการของบุคคล ทำให้บุคคลอยู่ในสังคมอย่างไม่มีความสุข เพราะเกิดความวิตกกังวลจากการไม่แสดงพฤติกรรมออกไป และถ้าบุคคลใดมีความวิตกกังวลสูง การทำอาจหย่อนสมรรถภาพขาดความเชื่อมั่นในตนเอง เข้ากับเพื่อนรอบข้างไม่ได้ พฤติกรรมกล้าแสดงออกเป็นคุณสมบัติที่สามารถปลูกฝังได้ และพัฒนาให้เกิดขึ้นได้ในตัวบุคคลได้โดยนักจิตวิทยาด้านพฤติกรรมมีความเชื่อว่า “พฤติกรรมการไม่กล้าแสดงออกของเด็กเราสามารถนำมาฝึกฝนให้มีการกล้าแสดงออกที่ถูกต้องเหมาะสมตามวัยได้” (เอี่ยมจิต ดีศรีแก้ว, 2544, หน้า 2)
ดังนั้น การฝึกฝนให้เกิดพฤติกรรมกล้าแสดงออก จึงควรฝึกตั้งแต่วัยเด็ก โดยเฉพาะเด็กปฐมวัย ซึ่งถือว่าเป็นวัยทองแห่งชีวิต เป็นวัยที่จะปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม เสริมสร้างบุคลิกภาพต่างๆการปลูกฝังตั้งแต่วัยเด็กเป็นสิ่งที่มั่นคงและยืนยาวติดตัวเด็กไปตลอดความกล้าแสดงออกเป็นคุณลักษณะหนึ่งของเด็กปฐมวัยที่ควรส่งเสริม ซึ่งสอดคล้องกับคุณสมบัติของเด็กไทยที่พึงปรารถนา ที่กล่าวไว้ในหนังสือ “ภาวะวิกฤตของชีวิตเด็กไทย : ปัญหาที่ยังไม่สายเกินแก้” อย่างชัดเจนว่า เด็กไทยเป็นกำลังของชาติบ้านเมืองจะต้องเป็นบุคคลที่มีบุคลิกภาพดีมีความกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย กล้าต่อสู้เพื่อความถูกต้อง (คณะกรรมการพัฒนาการศึกษาอบรมเลี้ยงดูเด็ก, 2545, หน้า 36)
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในเด็กปฐมวัย จึงต้องเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กได้กล้าแสดงออก คือ กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะเชิงะสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กอนุบาลได้ กล่าวคือ เป็นกิจกรรมการผสมผสานระหว่างความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวร่วมกับการแสดงออกทางศิลปะ ทักษะตามพัฒนาการด้านร่างกายและการแสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเอง โดยเปิดโอกาสให้เด็กได้สำรวจท่าทางการเต้นในหลากหลายลักษณะ ส่งผลต่อทักษะการเต้นและความคิดสร้างสรรค์ที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกันช่วยให้เด็กได้เรียนรู้การแก้ไขปัญหา การแสดงออกถึงความรู้สึก การทำงานร่วมกัน การยอมรับคุณค่าของตนเอง การตระหนักถึงความเป็นตัวตนและวัฒนธรรมของผู้อื่น การเข้าร่วมกับกิจกรรมมากขึ้น และการรู้จักคุณค่าของตนเอง (Gilbert, 2007)
จากสภาพปัญหาพบว่า นักเรียนไม่กล้าแสดงออกโดยเฉพาะไม่กล้าที่พูดหรือแสดงความคิดเห็นและไม่กล้าแสดงออกต่อหน้าชั้นเรียน เช่น อยู่หลังเพื่อน ไม่กล้าพูดต่อหน้าผู้อื่น เลี่ยงความขัดแย้งทุกสถานการณ์ เป็นต้น ปัญหาดังกล่าวอาจส่งผลให้นักเรียนเกิดปัญหาการกล้าแสดงออกกับการเรียนในระดับชั้นที่สูงขึ้นหรือการทำงานที่กำลังในอนาคต จากความสำคัญดังกล่าว จะเห็นได้ว่าการกล้าแสดงออกมีความสำคัญและมีความจำเป็นต่อตนเองและสังคมที่ควรที่จะส่งเสริมพัฒนาให้ดีขึ้นให้และเปลี่ยนแปลงจากพฤติกรรมไม่กล้าแสดงออกเป็นผู้ที่มีบุคลิกภาพกล้าแสดงออกมากขึ้น
ผู้วิจัยจึงได้สนใจพฤติกรรมการกล้าแสดงออกของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2โดยใช้กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะเชิงสร้างสรรค์ที่จะช่วยสร้างพฤติกรรมการแสดงออกที่ดีมากขึ้นเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการช่วยให้นักเรียนสามารถพัฒนาพฤติกรรมการกล้าแสดงออกให้สามารถประยุกต์ใช้ในชีวิตและสังคมให้ประสบความสำเร็จในด้านการใช้ชีวิต
ปัญหาของวิจัย
กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะเชิงสร้างสรรค์มีผลต่อการกล้าสดงออกของเด็กปฐมวัยจริงหรือไม่
วัตถุประสงค์
1.เพื่อพัฒนาพฤติกรรมการกล้าแสดงออก โดยใช้กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะเชิงสร้างสรรค์
ประโยชน์ที่ได้รับ
1.เพื่อเป็นแนวทางในการประยุกต์ใช้กับการจัดประสบการณ์ด้านอื่นๆสําหรับเด็ก เช่น การพัฒนาทักษะด้านร่างกาย สังคม อารมณ์ สติปัญญา คุณธรรม จริยธรรม
2.เพื่อเป็นแนวทางให้กับครู หรือผู้ปกครองให้เด็กปฐมวัยในการพัฒนาเด็ก และการนำแผนการสอนไปใช้ในการจัดประสบการณ์หรือเตรียมพร้อมในด้านต่างๆให้ดีขึ้น
สมมุติฐานการวิจัย
เด็กปฐมวัยมีการกล้าแสดงออกสูงขึ้นหลังจากการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะเชิงสร้างสรรค์
ขอบเขตการวิจัย
ขอบเขตการวิจัยประกอบด้วย
1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนระดับชั้นคือ
เด็กปฐมวัย ชาย-หญิงอายุระหว่าง 4-5 ปี และกำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์ สำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษากรุงเทพมหานคร จำนวน 2 ห้อง ห้องเรียนละ 33 คน รวมทั้งสิ้น 67 คน
2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ
เด็กปฐมวัย ชาย-หญิงอายุระหว่าง 4-5 ปี และกำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์ สำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษากรุงเทพมหานคร จำนวนนักเรียน 33 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster sampling )
ขอบเขตด้านตัวแปร
ตัวแปรต้น
กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะเชิงสร้างสรรค์
ตัวแปรตาม
การกล้าแสดงออก
ขอบเขตด้านระยะเวลา
ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้แผนการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 /1 จำนวน 24 แผน โดยทำการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 ใช้เวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 คาบ คาบละ 30 นาที




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น